Wednesday 27 May 2563
หน้าแรก > การเงิน & การลงทุน > “Sell in May and Go Away” ทิศทางการลงทุนของเดือน พฤษภาคม

“Sell in May and Go Away” ทิศทางการลงทุนของเดือน พฤษภาคม

14 May 2020 เปิดอ่าน 77 ครั้ง

เมื่อเข้าสู่ช่วงเดือน พฤษภาคม หลายคนก็จะได้ยินวลีที่ว่า “Sell in May and Go Away” เป็นช่วงที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านหลายช่องทาง เกี่ยวกับทิศทางการลงทุนในเดือนนี้ กล่าวกันว่าเป็นปรากฎการณ์ที่ตลาดหุ้นเผชิญแรงขายในเดือนพฤษภาคม และมีแนวโน้มราคาที่ลดลง ซึ่งหากย้อนดูสถิติ 10 ย้อนหลังจะเห็นได้ชัดว่า ช่วงเดือน พฤษภาคมดัชนีตลาดหุ้นไทยนั้นปรับลดลงถึง 7 ปี จาก 10 ปี คิดเป็นร้อยละอยู่ที่ 70 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

สำหรับ Sell in May and Go Away ไม่ได้เกิดมาจากตลาดหุ้นไทย ทว่า จุดเริ่มต้นมาจากตลาดหุ้นต่างประเทศ ที่เป็นเหตุการณ์นักลงทุน “ขายหุ้นทำกำไร” ในช่วงเดือนพฤษภาคม จากนั้นจะรอให้ตลาด “ปรับฐาน” ลงถึงจุดต่ำสุด และโดยสถิติจะใช้เวลาเป็นเดือนๆ จนกระทั่งเริ่มเห็นสัญญาณตลาดฟื้นตัว จึงค่อยเริ่มซื้อหุ้นอีกครั้ง มีการยกสถิติจากผลศึกษาข้อมูลดัชนีสำคัญทั่วโลก 15 ปีย้อนหลัง พบว่ามีความน่าจะเป็นประมาณ 50% ที่ตลาดหุ้นจะปรับลดลงในเดือนพฤษภาคม แต่จะเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นประเทศตะวันตก รวมถึงตลาดหุ้นขนาดใหญ่ในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง อินเดีย

ทีนี้ลองกลับไปดูบรรยากาศการลงทุนในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน 2563 จะยังมีการเคลื่อนไหวผันผวน เป็นสาเหตุมาจากเพราะนักลงทุนเตรียมปรับตัวก่อนการเข้าสู่เดือนพฤษภาคมและตลาดหุ้นไทยมักเจอกับ “แรงขาย” ประกอบกับเป็นช่วงนักวิเคราะห์ทยอยปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และสภาพคล่องระยะสั้นเป็นลักษณะหดตัวมากกว่าภาวะปกติ นักลงทุนนิยามช่วงนี้ว่า Sell in May and go away เบื้องต้นประเมินกรอบการเคลื่อนไหวในเดือนพ.ค. มีแนวต้าน 1,300-1,320 จุด และแนวรับ 1,153-1,120 จุด

และในช่วงปีนี้ทั่วโลกและไทยเจอกับปัญหาโควิดโรคระบาดที่ยังเป็นการตอกย้ำให้เกิดเหตุการณ์ Sell in May อาจทำให้ซ้ำรอยกับในห้วงอดีตที่เดือนพฤษภาคมตลาดหุ้นไทยมักจะปรับตัวแรงเสมอ โดยยังมีปัจจัยหลัก 3 ปัจจัย ที่มักเกิดขึ้นซ้ำส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์นี้อยู่เสมอ คือ
1. เดือนพฤษภาคมเป็นช่วงประกาศงบบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสแรก หากงบบริษัทจดทะเบียนออกต่ำกว่าคาดการณ์ไว้ มีโอกาสที่จะถูก Sell on fact ได้ อีกทั้งนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2563 น่าจะทำจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 ทำให้ตลาดหุ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม 2563 อาจไม่คึกคักมาก
2. เดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติมักไหลออกจากตลาดหุ้นมากสุดเฉลี่ยสูงถึง 1.65 หมื่นล้านบาท
และ 3. เนื่องจากเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นไทยขึ้นเครื่องหมาย XD เกือบหมดแล้ว

เมื่อเจาะลึกเป็นรายอุตสาหกรรมของตลาดหุ้นไทย พบว่า กลุ่มที่มักปรับตัวลดลง คือ พลังงาน ปิโตรเคมี ท่องเที่ยว ขนส่ง ยานยนต์ และบันเทิง ซึ่งเป็นไปตามปัจจัยด้านฤดูกาลที่เข้าสู่ Low Season ของธุรกิจดังกล่าว ดังนั้น คำว่า Sell in May จึงคงอยู่กับเดือนนี้ด้วยข้อมูลดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากการพิจารณาผลตอบแทนสะสมรายวันของดัชนีหุ้นไทยในเดือนพฤษภาคม 5 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2558 – 2562 พบว่าดัชนีหุ้นไทย ยังรักษาระดับได้ดีในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่มีวันหยุดมากโดยถ้ามี Sell in May เกิดขึ้นในปีใด ดัชนีหุ้นไทยจะอ่อนตัวลงตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ถ้ามองในเชิงกลยุทธ์เพื่อประกอบการวางแผนการลงทุนระยะสั้น แสดงว่าในช่วงต้นเดือนถือเป็นจังหวะ “ขาย” เพื่อลดความเสี่ยง แล้วไปรอ “ซื้อ” ในช่วงกลางเดือน

ก็เป็นแนวความคิดที่ ZA.IN.TH ได้สรุปและรวบรวมมาให้ผู้ลงทุนได้นำไปเป็นแนวทางในการศึกษากันต่อ อาจจะการขึ้นจากความบังเอิญในตลาดการลงทุน หรือมาจากผลกระทบของปัจจัยต่างๆ นั้นก็ต้องติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การลงทุนเป็นไปด้วยความราบรื่น ในช่วงปัญหารุมเร้าเช่นนี้